สารจากประธานบริษัทเซ็พเท็ม-โปรดักส์ จำกัด

กรุงเทพมหานครเป็นเมืองหลวงที่มีประชากรมากที่สุดของประเทศไทย การติดต่อสัมพันธ์ของคนไทยเป็นไปได้โดยง่าย ซึ่งความสัมพันธ์ในลักษณะนี้เหมาะกับการทำธุรกิจขายตรงและเครือข่ายเป็นอย่างมาก จึงทำให้ธุรกิจเครือข่ายของบริษัทต่างชาติเข้ามาในประเทศไทยมากขึ้น แต่ก็ยังมีหลายบริษัทที่สร้างภาพลักษณ์ในสิ่งที่ไม่ดีของธุรกิจเครือข่าย แม้อาจจะไม่ได้ถึงขึ้นหลอกหลวง แต่ก็อวดอ้างจนเกินเหตุ สุดท้ายก็ทำให้เกิดความเสียหายกับคนที่เข้ามาทำธุรกิจ เห็นได้จากธุรกิจเครือข่ายที่มาไว มาแรง แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ จนผู้คนได้รับความเสียหายจากธุรกิจเครือข่ายนี้ก็จะเริ่มรู้สึกไม่ดี และเกิดการต่อต้านธุรกิจเครือข่าย

ธุรกิจขายตรงและเครือข่ายนั้น ถ้าทำให้ดีก็ทำได้ จะทำให้ไม่ดี ก็ทำได้ง่าย เพราะฉะนั้นถ้าทำให้ดี มันก็จะกลายเป็นงานที่ดีแล้วก็เป็นงานที่ง่าย ในประเทศญี่ปุ่นเองก็เป็นเหมือนประเทศไทย ที่สมัยก่อนธุรกิจเครือข่ายมาแรง คนส่วนใหญ่จึงรีบเข้าไปสมัครกัน สุดท้ายพอไม่สำเร็จก็ล้มเลิก ต่อต้าน แต่จริงๆแล้ว มีคนอีกหลายคนที่อยากจะทำธุรกิจเครือข่ายนี้ด้วยความตั้งใจจริงและจริงใจ อยากทำแบบมีสติ และไม่ได้อยากจะมีชีวิตที่ดีขึ้นเพียงคนเดียว หรือกลุ่มเดียว แต่อยากจะให้คนที่เรารู้จักหรือสังคมรอบข้างมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เพราะแผนธุรกิจของเราสร้างขึ้นมาเพื่อให้ทุกคนตระหนักถึงการทำเพื่อคนอื่น ซึ่งอีก 2-3 ปีข้างหน้าต่อไปนี้ ผมเชื่อว่าคนที่มีความรู้สึกที่ไม่ค่อยดีนักเกี่ยวกับธุรกิจเครือข่าย ก็อาจจะหันมาสนใจทำงานกับบริษัทเรามากขึ้นก็เป็นไปได้

ถ้าคุณทำงานประจำ หรืออยากหางานทำในช่วงเวลาอื่นๆ ที่ไม่ใช่ช่วงเวลาทำงานประจำ การทำธุรกิจเครือข่ายจึงมีความเหมาะสม เพราะไม่จำกัดเรื่องเวลาและสถานที่ และตอนนี้สังคมทั่วโลกเป็นสังคมออนไลน์สามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างสะดวกสบาย ยิ่งทำให้การทำงานนี้ง่ายขึ้น และสามารถตอบสนองความต้องการของสมาชิกได้ ซึ่งนี่ก็เป็นความฝัน เป็นสิ่งที่ผมหวังไว้ว่าคนไทยที่ล้มเหลวจากธุรกิจ และอยากเป็นเจ้าของบริษัท ขยายเครือข่ายชวนเพื่อนฝูงมาทำงานในสิ่งที่ตัวเองถนัด ก็จะทำให้เกิดเป็นธุรกิจอื่นๆ ที่หลากหลายทั้งในไทยและประเทศใกล้เคียง ให้บริษัทของเราเติบโตและช่วยเหลือสังคมได้มากขึ้น ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่ผมหวังไว้ว่าบริษัทของเราจะเป็นแบบนั้นในอนาคต

สุดท้ายนี้ผมก็อยากให้ทุกคนมีเป้าหมายในชีวิตของตนเอง คนที่ไม่มีเป้าหมายในชีวิตจะอยู่ไปแบบวันๆ ไม่มีแรงจูงใจที่จะทำอะไรเปรียบเสมือน “เรือที่แล่นไปอย่างไร้ทิศทาง ย่อมวนอยู่ในทะเล” นอกจากเป้าหมายในชีวิตของตนเองแล้วผมยังอยากให้ทุกคนมีเป้าหมายร่วมกัน ก้าวไปพร้อมๆกัน ร่วมด้วย ช่วยกันสร้างสังคมของธุรกิจเครือข่าย ให้เป็นสังคมแห่งการช่วยเหลือกัน แบ่งปันกัน ก็จะกลายเป็นความสุขของทุกๆคน ดังนั้นผมอยากให้ทุกๆคนมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับบริษัทของเรา มาพยายามด้วยกัน และร่วมกันสร้างรอยยิ้ม สร้างความสุข กับบริษัท SPTM INTERNATIONAL CO., LTD.กันนะครับ

 โยซูเกะ ยามาชิตะ

 ประธานบริษัทเซ็พเท็ม โปรดักส์ จำกัด

สารจากกรรมการผู้จัดการบริษัท เอสพีทีเอ็ม อินเตอร์เนชั่นแนล

ผมอยู่ในวงการธุรกิจเครือข่ายในประเทศญี่ปุ่นมา 28 ปี โดยที่ร่วมงานกับบริษัทเซ็พเท็มโปรดักส์ จำกัด มาแล้ว 18 ปี ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นผู้จัดการแผนกการจัดการการตลาดและธุรกิจระหว่างประเทศจนได้มาขยายธุรกิจที่ประเทศไทยในปี ค.ศ. 2016

การเติบโตที่รวดเร็วทางเศรษฐกิจและตลาดแบบเครือข่าย (MLM) ของประเทศไทยในปัจจุบันนี้ คล้ายคลึงกับของประเทศญี่ปุ่นเมื่อ 20 ปีก่อนมาก ซึ่ง ณ เวลานั้น บริษัทเซ็พเท็มโปรดักส์ จำกัด ได้กำเนิดขึ้นท่ามกลางภาพลักษณ์ที่ธุรกิจ การตลาดแบบเครือข่าย (MLM) เป็นไปอย่างไม่ค่อยดีนัก บ้างก็มีข่าวล่อลวงให้เข้าร่วมลงทุนเป็นแบบเกมการเงิน(Money Game) จนสมาชิกที่หลงเชื่อ ต้องสูญเสียทั้งทรัพย์สินและความไว้เนื้อเชื่อใจแบบเดียวกับที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ เราจึงอยากเป็นส่วนหนึ่งที่จะลบล้างความไม่ถูกต้องนี้ ด้วยการดำเนินธุรกิจที่โปร่งใส ที่จะสร้างโอกาสได้จริงให้กับทุกๆ ท่าน ตามปรัชญาของ SPTM

ปรัชญาของ SPTM เรามีวัตถุประสงค์เพื่อให้สมาชิกของบริษัทได้รับโอกาสทางธุรกิจ แบ่งปันโอกาสเพื่อสร้างสังคมที่พร้อมจะช่วยเหลือกันและกันด้วยความยินดี ซึ่งผมปรารถนาที่จะนำปรัชญานี้เข้ามาสร้างสังคมแห่งการช่วยเหลือโดยมุ่งเน้นให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง และขยายออกไปยังประเทศกัมพูชา ลาว พม่า ให้ครอบคลุมทั่วทั้งภูมิภาคอาเซียน โดยที่ยังคงเชื่อมโยงกับแนวคิดจากประเทศญี่ปุ่นเพื่อที่จะก้าวเข้าสู่ความเป็นโลกาภิวัตน์ (Globalization) ต่อไปในอนาคต

การก่อตั้งบริษัทเซ็พเท็ม โปรดักส์ จำกัด ประเทศญี่ปุ่นนั้น เกิดจากการนำแนวคิดที่จะสร้างสังคมแห่งการช่วยเหลือ โดยมีผลิตภัณฑ์ที่สรรสร้างจากทฤษฎีความงามของดร.นพ.โมริคะวะ ฟูจิโอมาตั้งแต่แรกเริ่ม จนถึงปัจจุบัน เราและบริษัทในเครือ เซ็พเท็ม โซเค็น ที่ให้ความสำคัญกับความคิดเห็นจากการใช้ผลิตภัณฑ์ของสมาชิกมาเป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนาและวิจัยผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ให้ได้คุณภาพอยู่เสมอ

หลังจากเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศญี่ปุ่นก้าวออกมาจากความสูญเสีย และกลับมายืนหยัดบนสังคมโลกได้อีกครั้ง ด้วยความร่วมมือร่วมใจกันสร้างประเทศ พัฒนานวัตกรรมเพื่อความรู้ในด้านเทคโนโลยีใหม่ๆ เราจึงอยากจะส่งมอบผลิตภัณฑ์ด้วยนวัตกรรมที่นำสมัย ภายใต้บริษัทเอสพีทีเอ็ม อินเตอร์เนชั่นเนล เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของเราให้ได้มากที่สุด และสุดท้ายนี้ผมคาดหวังว่าจะได้ร่วมมือกับสมาชิกทุกๆท่าน ช่วยกันตั้งใจสร้างโอกาสทางธุรกิจที่โปร่งใสไปพร้อมๆ กับการยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวอาเซียนให้มีความสุขมากขึ้น เรามาร่วมเติบโตและก้าวไปสู่ความสำเร็จกับเรานะครับ

 อะซุมะ ฟูจิตะ

 กรรมการผู้จัดการเอสพีทีเอ็ม อินเตอร์เนชั่นแนล